การเกิดอุบัติเหตุจากการนั่งรถกลับกรุงเทพฯ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ดิฉันได้เจอเหตุการณ์ด้วยตนเอง ดิฉันชื่อ อุ่น เพื่อนชอบเรียกชื่อนี้มาก ดิฉันมีภูมิลำเนาที่จังหวัดสกลนคร
เริ่มในวันที่ 4 มกราคม
พ.ศ. 2556 ในวันนั้นดิฉันเองก็ไม่สบายไปหาหมอในช่วงเช้าแล้วพอกลับมาก็ไปซื้อตั๋วรถทัวร์ของบริษัทเชิดชัยทัวร์ที่อยู่ใกล้ๆ
บ้าน พอถึงตอนเย็นดิฉันเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเสร็จหลังจากนั้นดิฉันก็ไปกราบลา
ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา และแม่
ก่อนจะกลับมาที่กรุงเทพฯ เพราะการกราบลาเป็นมารยาทของชาวไทยมาตั้งแต่อดีตแล้วซึ่งก็คือ
การไปลามาไหว้ผู้ใหญ่
ดิฉันให้พ่อมาส่งที่รถทัวร์ก่อนจะออกมาจากบ้านดิฉันก็กราบไหว้ศาลเจ้าปู่ประจำหมู่บ้านเพื่อช่วยปกปักษ์รักษาคุ้มครองในการเดินทาง
พอพ่อมาส่งถึงรถก็ได้ลาพ่อตรงนั้นแล้วดิฉันก็นั่งรอรถใกล้เวลารถจะออกคือเวลา
19.30 น.
ตอนที่นั่งรอก็เห็นญาติผู้ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับดิฉันมากับแฟนได้พูดคุยกันแล้วก็ขึ้นรถพร้อมกัน
ดิฉันก็นั่งรถมาเรื่อย ๆ พอประมาณเที่ยงคืนก็ถึงจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นทางผ่านกลับบ้านเมื่อใกล้จะถึงกรุงเทพฯ
ตรงที่เกิดเหตุอยู่ตรงทางเข้ากรุงเทพฯนี่เองก็เวลาประมาณ 05.00 น. ก่อนจะถึงวังน้อยน่าจะอยู่เขตอยุธยาและในช่วงนั้นดิฉันนอนแต่ก็นอนไม่สนิทมากนัก
คนขับรถมีคนเดียวแฟนเขาลงที่สระบุรีแล้วคนขับก็นั่งมาคนเดียว ในช่วงที่ดิฉันกำลังหลับก็รู้สึกเหมือนรถส่ายไปมาแรงมากจนผิดปกติพอลืมตาขึ้นมารถก็พลิกคว่ำลงคลองไปแล้ว
ตอนนั้นคนขับก็น่าจะขับแรงถึงได้รถส่ายขนาดนั้นแต่ก็ไม่แรงมาก ดิฉันซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้ารถคนแรกดิฉันก็กระเด็นไปอยู่กับคนขับแล้วไม่รู้ตอนไหน ไม่รู้ว่าศีรษะ สะโพก หรือส่วนอื่น ๆ
ของร่างกายช้ำบ้าง
ไม่รู้ว่าโดนส่วนใดของรถบ้างตอนนั้นยังตั้งตัวไม่ได้ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากพอรู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่กับคนขับแล้ว
ดิฉันตกใจมากพอเห็นทางออกข้างหน้ารถกระจกข้างหน้ารถแตก ดิฉันเห็นช่องทางออกก็รีบออกมา พอตอนที่เดินออกก็มาเหยียบเศษแก้วอีก (ซวยจริงๆ)
เท้าก็มีแผลเลือดออกเล็กน้อย
ตอนนั้นก็นั่งอยู่ข้างนอกแล้วรู้สึกเหมือนปวดตามตัว ตรงศีรษะ สะโพก
แต่ไม่ได้ปวดมากนักเพราะกำลังทั้งตกใจทั้งกลัวด้วย
คนขับก็คลานตามออกมาเขาก็ตกใจเหมือนกันและเขาถามว่าเป็นอะไรมากรึเปล่าเขาพูดต่อว่า
“เขาหลับชั่ววินาทีเดียวเองหรืเขาเผลอหลับไป”
ดิฉันคิดว่าทำไมขับรถประมาทอย่างนี้ทำให้คนอื่นอยู่ในอันตรายได้หรืออาจตายได้ด้วย และนึกถึงพี่ชายที่มาด้วยกันก็เป็นห่วงมากตอนที่กำลังตกใจก็คิดถึงพี่สาวก็โทรหาพี่สาวว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น
พอพี่สาวรู้ข่าวก็รีบเก็บเสื้อผ้าเพื่อที่จะมาหาดิฉันที่หอพักในตอนเช้า
พอผู้โดยสารที่มาด้วยกันออกมาหมดแล้วไม่มีใครเป็นอะไรมากปลอดภัยทุกคน และคนทาง
บริษัทเขาก็หารถให้แล้วขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ
เมื่อถึงรังสิตก็นั่งรถแท็กซี่มาที่หอพอถึงห้องและผ่านไป 1-2ชั่วโมงรู้สึกปวดตามตัวมาก ศีรษะบวมช้ำตรงหน้าผาก สะโพกช้ำ
เข่าช้ำ ไหล่ช้ำจับไม่ได้เจ็บมาก
เมื่อพี่สาวมาถึงในตอนเช้าพี่ก็พาไปโรงพยาบาลไปได้แค่ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อแค่นั้นแล้วก็กลับมาที่ห้อง
นอนพักผ่อนที่ห้องพี่เอาน้ำแข็งมาห่อใส่ผ้าแล้ววางไว้บนรอยช้ำหรือเอามาประคบเพื่อที่จะทำให้รอยช้ำจางค่อย
ๆ หายไป แต่พอถึงวันอาทิตย์
ในตอนเช้าก็ปวดตรงที่เอวมาก ๆ ไปโรงพยาบาลแล้วหมอบอกว่าหมอนรองกระดูกเคลื่อนต้องกินยาและนอนพักผ่อน
และหมอก็บอกอีกว่าห้ามทำอะไรทั้งสิ้นยกของหนักก็ยิ่งห้ามให้นอนอย่างเดียว และวันนั้นได้ฉีดยามาหนึ่งเข็ม ให้ยาแก้ปวดเหมือนเดิม พอถึงตอนเย็นพี่ก็กลับสมุทรปราการ จนถึงตอนเช้าวันจันทร์ไปเรียนไม่ได้ยังปวดเอวอยู่เลยกลัวนั่งนานไม่ได้จึงขาดเรียน แต่วันหลังก็ไปเรียนตามปกติ พอผ่านไป 2
สัปดาห์รอยช้ำก็จางหายไปเกือบจะหายดีแล้วดีขึ้นมากแล้วคะ ดิฉันคิดว่าทำไมต้องเกิดขึ้นในช่วงปีใหม่ช่วงเริ่ม
พ.ศ.ใหม่เรื่องอะไรดี ๆ จะได้เข้ามาในชีวิตแต่มันไม่ใช่ดิฉันก็คิดว่ามีเรื่องร้าย
ๆ แล้ว ต่อไปก็น่าจะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตบ้าง
ดิฉันอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า
อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้
ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกเวลา ไม่รู้ว่าจะเกิดกับใคร ตอนไหน เพราะเป็นสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้ ดังนั้นควรดำเนินชีวิตอย่างมีสติ อย่าประมาท
ไม่เบียดเบียนใคร อยู่อย่างพอเพียงพอใจในสิ่งที่ตนมี
(ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
สู้กับทุกสถานการณ์ท้อได้แต่อย่าถอยเก็บความผิดพลาดไว้เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต